Sunday, January 09, 2005

ลาก่อน ซังค์กาแลน Goodbye St Gallen


















Sunday, January 02, 2005

With our condolences

ขอให้ดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เมืองไทยและอีกหลายประเทศในเอเชียจงไปสู่สุขคติภพ และขอให้เพือนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวสึนามิทุกท่าน จงได้ขวัญกำลังใจกำลังกายกลับคืนมาเพือพร้อมที่จะสู้ต่อไป

We may not be with you, but we want you to know ... our hearthfelt sympathy and best wishes are always with all of you...

Sunday, December 19, 2004

Merry Christmas & Happy New Year 2005

สวัสดีค่ะเพือนๆและครอบครัวทุกคนที่ติดตามอ่านเรืองราวต่างๆจากบ้านวนาลีแห่งนี้ หลังจากสิ้นเดือนมกราคมปีหน้า เราจะทำการย้ายบ้านจาก http://homepage.hispeed.ch/Wannaree/ ไปยัง http://www.blogger.com/wannaree

ขอขอบคุณเพือนๆทุกคนที่เข้ามาอ่าน และเพือนที่ฝากข้อความไว้ให้ เราอยากจะรบกวนเพือนๆ หากว่ามีโฮมเพจของตัวเองหรือมีเรืองราวที่น่าสนใจอยากให้เราติดตาม ช่วยเขียนลิงค์หรือที่อยู่โฮมเพจทิ้งไว้ที่คอมเมนท์ฝากข้อความด้วยนะค่ะ

และแล้วเวลาก็เวียนมาถึงสิ้นปีอีกครั้ง เราขออาราธนาอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์ของบ้านที่เพือนๆอยู่จงดลบันดาลให้เพือนๆและครอบครัว จงประสบแต่ความสุข ความสดชื่น ความสมหวัง และขอให้มีแต่สิ่งดีๆย่างเข้ามาในชีวิตของทุกคนตลอดปี 2005


Another year comes to an end.
I would like to wish you a Merry Christmas,
a healthy, happy and prosperous in 2005

With Love,
Wannaree & Julian

Friday, December 17, 2004

เบื้องหลัง ไวน์



ฉันชอบดืมไวน์ อันที่จริงจะบอกว่าชอบดืมแต่ไวน์คงไม่ได้ คงต้องบอกว่า ฉันชอบดืมแอลกอฮอล ฉันน่าจะมีอีกชือว่า วนาลีขี้เมา เลียนแบบนางเมรีขี้เมา ฉันจะไม่ดืมจนเมามาย ฉันดืมแล้วฉันจะเริ่มคุยสนุกมากขึ้น อารมณ์ดีขึ้น ฉันคงมีความต้านทานแอลกอฮอลในตัวสูงกว่าผู้หญิงคนอื่น พอรู้ตัวว่าดืมเริ่มจะต่ออีกไม่ได้แล้ว ฉันจะไปอาบน้ำนอนหลังจากนั้น เพือนๆในกลุ่มของฉันทุกคน ตั้งเพือนสมัยประถม ยัยเมย์ ยัยป๋อม ยัยกุ้ง ทุกคนชอบดืมหมด หากมีวันเที่ยวด้วยกัน เราจะพากันนั่งจิบค๊อลเทลสีสวย เพือนรุ่นมัธยมเหลืออยู่ฝาแฝดคู่เดียว สองคนนี้ไม่ดืม กลุ้มใจไม่น่าหลงคบเธอเลย มารุ่นเพือนมหาลัย ยัยแหม่ม ยัยโหน่ง ยัยนู๋ ยัยเป้า ยัยหงุ่น พวกนี้ก็ดืมกันหมด มาถึงเพือนร่วมงานตลอด 10 ปี ทั้งเพือนไทยเพือนฝรั่ง แน่นอนไม่มีใครไม่ดืม ไม่ว่าจะเป็น พี่แขก พี่แหวว พี่มิม พี่ต่าย พี่ปัท พี่ติ๋ง เพือนร่วมงานพยาบาลสาวสดมั่งไม่โสดมั่ง สาวๆกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นนักดืมคอทองแดงนัก หรือเคยเป็นก็พักยกมีครอบครัวกันไป แต่สาวๆกลุ่มนี้จะไม่รีรอที่จะลองจิบไวน์ดีๆ ที่ส่งมาจากยุโรปให้กับที่ทำงานเรา หรือ ลองสูบซิการ์มวนหลายตังส์เมือมีโอกาส จนเลยมาที่บ้านฉันสาวๆที่บ้านก็ ชอบดืมหรือชอบจิบเบาๆ กันหมดแต่ไม่มากเท่าฉันกับพี่สาวคนโต พี่แมว สาวนักดืมไวน์ตัวฉกาจ

ใบองุ่นเริ่มแห้งรอร่วงก่อนลมหนาวและหิมะมาเยือน


ฉันจำได้ว่าฉันเริ่มที่จะลองดืมแอลกอฮอลครั้งแรกจากการบังคับของคุณยายหญิงเหล็ก ฉันอายุประมาณ 12 ขวบกำลังรวบเข้าวัยรุ่น ยายบอกให้ฉันจิบเหล้าผสมโค๊ก เหตผลของยายทันสมัยมาก คือ ยายบอกว่าเวลาไปเที่ยวจะได้ไม่โดนผู้ชายมอมเหล้า เพราะเรารู้ทันมัน คุณยายไม่แตะของมึนเมาเลยสักชนิด เธอไม่ดุลูกหลานถ้าจะดืม แต่เธอจะบอกให้เราดืมที่บ้านของเรา ดืมกับคนที่ไว้ใจได้ ดืมเมือมีวันหยุด เพือการสังสรร ดืมด้วยสติและเหตุผล

ไร่องุ่นในวันที่อากาศดี รอถูกเก็บเพือมาทำไวน์


ฉันมาเริ่มหัดดืมแบบแปลกๆเมือมาทำงานที่แม่สะเรียง ที่นั้นฉันได้พบกับเพือนใหม่ที่เป็นกลุ่มหมอและพยาบาลจบใหม่ที่เส้นไม่ใหญ่พอที่จะขอไปเริ่มงานตามเมืองใหญ่ได้ๆ และไม่ว่าจะเป็นเพือนร่วมสายงานเดียวกับฉัน อย่างพี่ต่าย พี่โนเอล พวกเพือนเหล่านั้นอยู่ในวัยเดียวกับฉัน เราหัวอกเดียวกัน เจอกันที่คอร์ทแบตมินตันตอนเย็น ตกเย็นๆ เราก็พากันไปนั่งจิบเหล้าดองยาช้างม้าวัวควายที่พากันมากระทืบโลงทั้งหลาย จิ้มกับมะขามเปียก ดืมสักจอก และก็ออกไปเดินตลาด หาอาหารเย็นกินกัน หรือไม่ก็ไปนั่งต่อที่สวนอาหาร ต่อด้วยคาราโอเกะ ผับChicๆ ที่เมืองสามหมอก ถ้าวันไหนไปเชียงใหม่มาก็จะได้ ไม่จอนนี่วอกเกอร์ แบล็คก็เรค มานั่งดืมกับโซดาน้ำแข็ง บางวันก็เล่นสารพัดวิสกี้ไทย ไม่ว่าจะเป็นแมวดำ สิงดำ เดียวนี้อาจจะมีหมาดำแล้วก็เป็นได้ บางวันครึ้มหนักก็นั่งดืมเหล้าสารพัดชือที่เหมือนแม่น้ำ นั่งย้อนคิดกลับไปทีไหร ฉันนั่งยิ้มทุกที่ คิดถึงผู้กองอ้อ หนุ่มนักบิน ที่เทียวเอาเครืองบินทหารมาบินวนเวียนบนหลังคาที่ทำงานของฉัน จนชาวบ้านร่ำลือว่า มาตามจีบฉัน แต่จริงๆ พวกเราคนไกลบ้านไม่มีอะไรทำก็พากันหาทำเรืองนั่นนี้ไป มีอยู่ครั้งพี่อ้อแกบอกให้ฉัน พับกระดาษเป็นดาว เป็นนกเยอะๆ แล้วแกจะเอามาโรยบนท้องฟ้ามาลงที่ทำงาน โดนฉันบ่นคืนไปตามระเบียบ ว่าหาเรืองให้ฉันโดนชาวบ้านนินทาอีกหละสิ ดีไม่ดีเทศบาลจะมาไล่ให้ฉันไปนั่งเก็บเศษกระดาษแห่งความโรแมนติก ทีกลายเป็นทุกข์ไปเสียนี้

เก็บผลองุ่นโยนลงถังแบบไม่กลัวช้ำ


ตอนนี้ฉันไม่ดืมมากเหมือนตอนยังเป็นสาวรุ่นๆแล้ว ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ ว่าเริ่มแก่ตัวลง ดืมแล้วเมาเร็ว ร่างกายรับไม่ได ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า แก่วิชาว่าด้วยแอลกอฮอลแล้ว ไม่อยากดืมทั่วๆ ฉันจะเริ่มเลือกที่จะดืมมากขึ้น ฉันจะเริ่มชอบดืมของแพงขึ้น หรือรสชาดดีขึ้น ไม่ว่า คอนยัค รสนุ่มราคาแพง แชมเปญสีสวย ไอซไวน์รสหอมหวาน วิสกี้สก๊อตยี่ห้อที่ชอบ เหล้าชนับป์รสร้อนแรง กรัปป้า หรือ ไวน์

รถลากเข้ามารับองุ่นที่ถูกตัด ไม่ต้องใช้แรงงานผู้ชายหิ้วถังวิ่งขึ้นลงเขาอีกต่อไป


ฉันชอบดืมไวน์อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง เป็นอย่างต่ำ เมือก่อนตอนที่อยู่เมืองไทย ฉันก็จะได้นั่งดืมไวน์กับจาคเกือบทุกอาทิตย์ ไม่ว่าจะเป็นไวน์ถูกไวน์แพง ไวน์ของฝากจากสถานทูตที่เลือกสรรแล้ว ฉันจะได้ลิ้มลองรสชาดมันเสมอ ลิ้นของฉันเริ่มแยกแยะได้บ้าง ระหว่างไวน์ดีกับไวน์แย่ๆ พอเริ่มดืมบ่อยๆเข้า การสนทนาแลกเปลี่ยนเรืองไวน์ๆ ก็เริ่มเข้าหู เริ่มรู้จักความแตกต่างของไวน์ แต่ไม่เึคยเห็นวิธีการผลิต เคยได้ยินแต่เพือนๆและจูลล์เล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มต้นทำไวน์กันยังไง

ฉันกับรูธ ครูสอนสกี ครูสอนวัฒนธรรมท้องถิ่นสวิสภาคตะวันออก


เมือมาอยู่สวิสแล้ว สวิสเป็นอีกประเทศที่ อากาศอบอุ่นพอที่จะปลูกและผลิตไวน์ได้เหมือนกับฝรั่งเศส อิตาลี และ สเปญ แต่ฉันเห็นว่าไวน์สวิส จะมีคุณภาพดีปานกลาง รสชาดแย่ ราคาสูง อย่าไปบอกเพือนสวิสของฉันนะ เมือเดือนตุลาคม ปี 2003 ฉันได้มีโอกาสไปเก็บองุ่น เพือมาทำไวน์ โดยการช่วยเหลือของเพือนร่วมงานจูลล์ ดานี่และรูธ ครูสอนสกีฉันอีกนั่นแหละ ดานี่และรูธอาศัยอยู่ที่เมือง มาลานซ์ Malans ทางภาคตะวันออกของสวิสเซอร์แลนด์ เมืองนี้ติดกับประเทศลิกเค่นสไตท์ และัไม่ไกลจากอิตาลี ดานี่เป็นนักออกแบบอาคาร และเป็นชาวเมืองมาลานซ์ตั้งแต่กำเนิด บ้านของดานี่ไม่ไกลจาก โรงงานทำไวน์และที่ปลูกองุ่นของตระกูลเวเกลิน Wegelin ซึ่งถือว่าเป็นตระกูลใหญ่ทีหนึุ่งของสวิสภาคตะวันออก ฉันได้บอกกับดานี่ว่า ฉันอยากลองไปเก็บองุ่นสำหรับทำไวน์ ดานี่ก็เลยบอกรูธว่าให้เอาฉันไปด้วย ตอนนี้รูธทำงานแค่ครึ่งเวลา ทำให้มีเวลาไปเก็บองุ่นได้ทุกปี

ลงแขกเกียวข้าว เอ้ย เก็บองุ่น


การจะไปเก็บองุ่นในสวิสทางภาคตะวันออกได้นั้น ค่อนข้างจะมาเฟีย เพราะว่าส่วนใหญ่แม่บ้านในหมู่บ้านจะชอบออกมาเก็บองุ่นกัน ได้พบปะสังสรรเพือนบ้านไปในตัว แถมได้เงินค่าแรงอีกถึงวันละ 120 ฟรังค์ ฉันลางานไปเก็บองุ่นกับรูธอยูี่ถึง 3 วัน เริ่มเก็บองุ่นก่อน 8 โมงเช้า เพราะจะได้ไม่ร้อน กินข้าวเที่ยงร่วมกันกับเพือนๆที่เก็บองุ่นด้วยกัน ที่มีจำนวนเกือบ 30 คนได้ เลิกงานประมาณ 5 โมงเย็น ในจำนวนคนที่ไปเก็บองุ่นจะมีคนตกงานที่กินเงินหลวงสวิสอยู่ด้วยเป็นสิบคนได้ ส่วนใหญ่เป็นคนยุโรปตะวันออก อายุในรุ่นหนุ่มสาวกันทั้งหมด สูบบุหรี่กันจัดมาก คนพวกนี้ต้องมาเก็บองุ่นแบบไม่ได้ค่าแรงจาก ปีเตอร์ เวเกริน ฉันเห็นว่าพวกเขาเก็บแบบไม่ได้ตั้่งใจและอู้้งาน มีอยู่หนึ่งหนุ่มก็ตัดไปสูบบุหรี่ไป บางทีก็หมุนมาตัดคู่กับฉัน โชคดีที่รูธเข้ามาขัดจังหวะให้ ไม่งั้นฉันคงจะเซ็งทั้งวัน

จูลล์บอกว่า I reckon this will be a spicy wine!!!


การเก็บองุ่นที่สวิสสมัยนี้ไม่ลำบากเหมือนก่อน ตามที่ฉันได้ฟังมาจากจูลล์และเพือนๆ จูลล์เคยไปเก็บที่อัลลซัสส์ตอนทำงานอยู่ฝรั่งเศส เธอบอกว่าสมัยนั้นเมือสิบกว่าปี ไม่มีรถคันเล็กเพือเข้าไปรับถังองุ่นที่เต็มแล้วแบบตอนที่ฉันเก็บ ผู้ชายจะต้องเป็นคนยกถังองุ่น ผู้หญิงเป็นคนตัด แต่ตอนนี้ทุกคนตัดหมด จะมีรถคันเล็กๆวิ่งเข้ามาในแถวองุ่นเพือให้เราเทองุ่นใส่

พวงองุ่นแสนสวย ฉันตัดแบบกลัวช้ำ แต่รูธบอกว่าจับแรงๆได้ เพราะยังไงเขาก็เอามันไปบีบคั้นเอาน้ำองุ่นมาหมักอยู่ดี


ฉันได้ดืมไวน์เวเกรินบ่อยๆ เป็นไวน์ที่มีราคาแพงของสวิสอีกที่หนึ่งทีเดียวเมือเทียบกับไวน์จากท้องตลาดทั่วไป ไวน์แต่ละขวดจากเวเกรินจะราคาไม่ต่ำกว่า 17 ฟรังค์ ปกติไวน์ที่เราๆดืมกันทุกวันจะราคาประมาณ 10 ฟรังค์ และมีไวน์จากอิตาลี สเปญ และ ฝรั่งเศสที่ราคา 5-6 ฟรังค์ ฉันไม่ชอบไวน์เวเกรินมากนัก เพราะรสชาดแรง ไวน์แดงจะมีสีแดงกำมะหยี่ที่เข้มข้นมาก กลิ่นของไวน์เวเกรินค่อนข้างจะำพิเศษและแตกต่าง สำหรับฉันคิดว่ากลิ่นมันแรงไปเมือต้องดืมกับแก้วไวน์ที่ใหญ่ๆ

Tea Brake ที่บ้านเพือนบ้านที่มาเก็บองุ่นด้วยกับเรา ครอบครัวนี้ชอบไปเที่ยวเมืองไทย


คนสวิสทราบดีว่า ไวน์จากเวเกรินไม่ใช่ไวน์ที่ดีที่สุดและแถมยังราคาอยู่เพดานสูง แต่คนสวิสก็นิยมที่จะดืมไวน์เวเกริน ส่วนหนึ่งเพราะคนที่นี้ รักที่จะใช้ของที่ผลิตในประเทศ สนับสนุนเงินในท้องถิ่น คนสวิืสจะยอมที่จะจ่ายราคาแพงกว่าของนำเข้า เพราะเขาทราบว่ามันเป็นข้อดีอันหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ตัวฉันเองเมืออยู่สวิสก็พยายามที่จะใช้ชองสวิส อยู่เมืองไทยก็ำใช่แต่ของไทย แต่สุดท้ายฉันก็ถอดใจ เลิกซื้อของจากสวิสถ้าไม่จำเป็นจริงๆเพราะของสวิสทุกอย่างไม่ว่าจะของกินของใช้ ทุกอย่างแพงกว่าของนำเข้า

จัดโต๊ะอาหารเที่ยงและนั่งกินด้วยกัน คุยกันไป ลืมความเหนือยล้าจากงานได้ดี


ในแต่ละวันที่เก็บไวน์ฉันจะเห็นรถขนไวน์ที่เราตัดไปยัง โรงงานผลิตไวน์วิ่งวันละหลายเที่ยว ทราบมาว่าแต่ละวันจะเก็บได้ถึง 4000 กิโลกรัม ไวน์หนึ่งกิโลกรัมจะผลิตไวน์ได้ 1 ขวด ที่สวนองุ่นเวเกรินนั้นจะเก็บองุ่นเพือทำไวน์กันประมาณ 20 วัน นั้นแสดงว่าเขาจะได้ไวน์ถึง 80000-100000 ขวดต่อปี ฉันมานั่งคำนวนรายได้จากการทำไวน์ของปีเตอร์ เวเกรินแล้ว คาดว่าเขาน่าจะมีรายได้จากการขายไวน์โดยเฉลี่ยแล้วปีละ 1.6 - 2 ล้านสวิสฟรังค์ โรงงานนั้นมีคนทำงานแค่ 3 คน คือ ปีเตอร์และภรรยาใหม่ชาวเยอรมัน และลูกจ้างที่มาฝึกงานด้านไวน์อีก 1 คน ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมคนถึงหันมาทำธุรกิจไวน์

ไวน์จากโรงงานไวน์เวเกริน


ปีเตอร์ เวเกริน เป็นเจ้าของโรงงานไวน์ ที่ได้รับมรดกมาจากพ่อของเขา ปีเตอร์มาจากตระกูลใหญ่มีชือเสียงของชาวสวิสตะวันออก เขามีพี่ชายอีก 2 คน ที่ไม่ได้ทำธุรกิจไวน์ แต่มีหนึ่งคนที่มาเริ่มทำธนาคารเครดิตแบบเพือการพัฒนาที่ยั่งยืน และ ทำงานร่วมกับรัฐบาลสวิสในส่วนช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนา ที่รู้จักในสวิสชือ ธนาคารเวเกริน Wegelin ปีเตอร์เป็นหนุ่มใหญ่ร่างเล็ก ที่เพิ่งหย่ากับภรรยาชาวสวิสเมือไม่นานมานี้ แต่เพียงไม่นาน เขาก็ได้สาวเยอรมันมีลูกสาววัยน่ารักติดมาด้วย 2 คนมาเป็นคู่ใจคนใหม่ และเธอเป็นคนทำอาหารกลางวันมื้ออร่อยทุกมื้อให้เรารับประทานกันระหว่างที่ตัดองุ่น

ไวน์ที่หมักในถังไม้โอ๊คจะมีราคาสูงกว่าไวน์ที่หมักในถึงอลูมิเนียม ไวน์จากถังโอ๊คนี้ ราคาขวดหนึ่งจะอยู่ระหว่าง 25-45 สวิสฟรังค์


ตอนนี้ปีเตอร์เช่าโรงงานไวน์โบราณจากเศรษฐีเจ้าเมืองเก่าของหมู่บ้านนั้นอยู่ แต่ว่าเขากำลังปลูกโรงงานไวน์ใหม่ที่ออกแบบตัวตึกโดยดานี่ ปีเตอร์จะยังเช่าโรงงานไวน์โบราณนั้นไว้ เพือเอาทำพิพิธภัณฑ์ไวน์ และรับรองแขกเวลามาชมโรงงานไวน์แบบโบราณ ฉันชอบโรงงานเก่าโบราณเพราะมันดูขลังมีเสนห์มาก แต่โรงงานใหม่ก็ออกแบบดูทันสมัย ภายในโรงงานเก่ายังมีอุปกาณ์ทำไวน์ ถังไม้เก่าๆ กรวยตักไวน์เก่าๆ วางอยู่เรียงรายเต็มไปหมด

ภายในโรงงานไวน์โบราณ


หลังจากเก็บไวน์เสร็จอีกสัก 2-3 อาทิตย์ต่อมา ปีเตอร์ได้เชิญแขกทุกคนที่มาทำงานมางานเลี้ยงขอบคุณ ตอนนั้นเราได้ลองชิมไวน์สดจากถัง เดินชมโรงงงานอีกรอบตอนกลางคืน ในหุบเขาเมืองมาลานซ์ ปีเตอร์ได้ให้ค่าแรงที่เราไปเก็บไวน์ด้วย ฉันจำไม่ได้ว่าเป็นเงินเท่าไหร่ แต่รู้สึกภูมิใจลึกๆที่ได้เงินค่าแรง พร้อมกับไวน์แดงและขาวมาอีก 3 ขวด ฉันเอาไวน์จากแรงงานฉันให้ต่อกับคนที่ฉันรักในครอบครัวได้ทดลองชิมกันต่อไป

ถังไวน์อลูมิเนียมที่บรรจุองุ่นจนเต็มถัง หมัก1ปีก็เอาออกมากลั่นขายได้


ยืนจิบไวน์รอกับเพือนชาวภูฐานก่อนไปกิน Racclette

ดินเนอร์มื้อเย็น Raclette ข้างถังไวน์

เจ้าของโรงงานไวน์กับคนเก็บไวน์จากเอเชีย 2 คน


ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่าน ฉันหวังว่าจะได้เก็บเรืองราวแบบไวน์ไวน์มาเล่าให้ฟังต่อไปอีก

Friday, December 10, 2004

สกี

ย่างเข้าหน้าหนาวอีกปีแล้ว ฉันเริ่มตื่นเต้นรอวันที่จะได้ไปเล่นสกี ฉันเริ่มเรียนสกีเมือสองปีที่แล้ว ทุกครั้งที่นั่งนึกถึงการหัดเล่นสกีครั้งแรก ฉันเป็นต้องนั่งขำตัวเองทุกทีไป เมือเดือนมกราคม ปี 2003 ฉันได้ไปหัดเล่นสกีกับจูลล์และเพือนร่วมงานของเขา ฉันได้รองเท้าสกีคู่แรกมาในราคาที่สูงพอสมควรแม้ว่าจะเลือกเอาแบบที่ลดราคาแล้วก็ตาม จูลล์บอกให้ฉันต้องซื้อ เพราะว่าไม่มีใครเขาเช่ารองเท้าสกีกัน แม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าฉันจะชอบสกีหรือไม่ เราจำเป็นต้องจ่ายเงินค่ารองเท้า และอุปกรณ์อีกหลายอย่าง โชคดีที่แม่จูลล์ซื้อเสื้อสกีของเฮนรี่ เฮนเซ่น ตัวหลายตังส์ให้เป็นของขวัญวันคริสต์มาส เลยประหยัดไปหลายร้อยฟรังค์ จูลล์พาฉันไปหัดเล่นสกีครั้งแรกที่ เขา Pizol พิโซล ซึ่งเป็นเขาใกล้ๆบ้านเกิดของ ดานี่ เพือนร่วมงานจูลล์คนหนึ่ง วันนั้นมีเพือนที่ทำงานไปกันหลายคน (สงสัยอยากไปดูว่าคนไทยหัดสกีเป็นยังไง) เดียวขอฉันย้อนอดีตสักนิดว่ามีใครไปบ้าง คาร์ลกับเอดิธ คาร์ล โรเจอร์ อูซ ดานี่กับรูธและลูกสองคน ฉันกับจูลล์ ทั้งหมด 8 คน วันนั้นหนาวมาก บนต้นสนมีแค่น้ำแข็งที่แข็งตัว ไม่ได้เป็นปุยหิมะ ทุกคนลงความเห็นว่าวันนั้นหนาวจริงๆ เขากลัวว่าฉันจะถอดใจ เพราะความหนาว

ดานี่ใจดีให้ยืมสกีของลูกชายอายุ 13 ปี แต่ความสูงเท่ากับฉันอายุ 30 ปี ฉันรู้สึกแปลกๆที่ต้องใช้สกีเด็ก แต่ทุกคนบอกว่าการเลือกสกีไม่ได้ดูที่อายุ แต่ดูที่ความสูง ถ้าเธออายุ 30 แต่สูงเท่าเด็ก 13 เธอก็ต้องใช้สกีความยาวขนาดเดียวกัน กฏอะไรกัน น่าเกลียดจริงๆ แต่เอาเถอะมันช่วยฉันประหยัดไปหลายตังสทีเดียวตอนซื้อสกี เพราะฉันซื้อสกีเด็กมาใช้ได้

จูลล์ได้บอกเรืองทฤษฐีการขี่สกีมาบ้างแล้ว ยังฟังแล้วก็ยักไหล่ ประมาณว่า โธ่เอ้ย..ไม่ต้องบอกมากนักหรอก เรืองมู๋ๆ

พอถึงเวลาที่จะต้องใส่เสื้อผ้าสำหรับสกี ทำไม่มันเยอะอย่างนี้ ใส่รองเท้าสกี ทำไมมันหนักอย่างนี้ แต่นั้นยังไม่หนักเท่ากับยัดเท้าลงไปในไม้สกี วินาทีที่เอาเท้าลงไป สายตาฉันเริ่มพล่า ตาลาย เห็นแต่สีขาวของหิมะ ต้นสนก็ยังโดนคลุมด้วยหิมะจนขาวโพลน หูอื้อ ตาลาย ในหูได้ยินแต่เสียงเพือนร่วมงานหัวเราะตอนที่อยู่บนลิฟท์ที่พาเราขึ้นเขา พวกเขาหัวเราะเรืองตอนที่เมา Cafe Fertig ตอนเย็นหลังเล่นสกีเสร็จ แล้วก็พากันสกีลงเขา ไปชนต้นสน จินตนาการไปถึสกีไปชนต้นสน แล้วต้นสนอยู่ระหว่างขาของเพือนร่วมงานผู้ชาย คิดดูสิว่า มันจะเจ็บแค่ไหน

ฉันยังอยู่ในท่ายืน ที่ริมทางลาดชันของพื้นที่สกีสำหรับเด็ก หรือ Baby Run มันไมเบบี้ลันสมชือมันเลย ที่ชันที่แรกที่ฉันเจอมันสูงประมาณ 100 เมตร ความชันฉันไม่รู้ ฉันรู้แต่ว่า มันชัน พอเท้าทั้งสองขาเข้าไปอยู่ในไม้สกี โดยการช่วยเหลือของจูลล์แล้ว หูก็อื้อ ตาก็ลาย ฉันรู้แต่ว่า ตัวฉันมันกลิ้งลง แบบหยุดไม่ได้ ไม้สกียาวๆ ติดอยู่บนขา ไม้ค้ำถ่อยาวๆติดอยู่บนข้อมือ ฉันไม่รู้ว่าฉันตะโกนว่าอะไร ไม่รู้ว่าจะร้องไห้ หรือ หัวเราะ จำไม่ได้แม้แต่ว่า ตัวเองร้องกรี๊ดๆแบบในหนังหรือปล่าว รู้แต่ว่าตกใจ คิดว่า จะรอดหรือปล่าววันนี้ ทำไมมันน่ากลัวแบบนี้ ฉันมารู้ตัวอีกทีเมือกลิ้งมาจนจุดที่มันหยุดกลิ้ง โชคดีที่ยังห่างต้นสน 2-3 ต้นแถวนั้น ไม่อย่างนั้นสงสัยเจ็บหนักกว่านี้

จูลล์สกีตามลงมา สีหน้าตกใจสุดขีด มาถอดไม้สกีที่ยังติดอยู่อีกอันออก บอกฉันว่าอย่าเพิ่งขยับ ถามว่าเจ็บตรงไหนหรือไม่ (ความหมายพี่แกคือ แขนหรือขาเธอหักไปกี่ท่อนแล้ว) แล้วบอกให้ฉันขยับแขนขาทีละข้าง ฉันเป็นคนอีโก้สูง มันสมองต่ำ ฉันก็รีบยืนขึ้น เพราะอายเด็กๆ เขย่าๆตัวเอง แล้วบอกตัวเองว่า ฉันไม่เป็นไร แต่ก็โชคดีที่ไม่เป็นไรจริงๆ เพราะไม่อย่างนั้น ฉันคงไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีกับสกีอีกต่อมาแบบทุกวันนี้

ฉันยืนขึ้นและบอกตัวเองว่าต้องตั้งใจใหม่ ดูสิ หน้าแตกอายคนสวิสไปแค่ไหนแล้ว โชคดีตอนที่ตกลงมาจากเขานั้น ไม่มีเพือนร่วมงานอยู่สักคน เพราะจูลล์บอกเพือนว่าจูลล์จะสอนฉันเอง แม้ว่ารูธจะเอ่ยปากบอกว่าจะช่วยสอนฉันให้ เพราะทุกคนอยากให้จูลล์ไปเล่นสกี (ตอนหลังรูธเป็นคนสอนฉันเองให้เล่นสกีเป็น) ฉันก็พยายามต่อไป แต่ในใจฉันแสนจะโมโหและโกรธอีฝรั่งบ้าที่มันพาฉันมาหัดเล่นสกี แล้วยังพยายามยัดเยียดให้ฉันรู้สึกผิดเองว่าฉันตอบตกลงจะลองเองนะ พอยืนขึ้นมาฉันก็บอกตัวเองว่าจะไม่ยอมล้มอีก มันเจ็บ และอายคนอื่นเขา อะไรที่จูลล์อ้าปากสอนฉันว่าจะต้องสกียังไง เลี้ยวยังไง หยุดยังไง ถอดสกียังไง สอนอะไรมาเป็นต้องโดนฉันด่าสวนกลับ ประมาณว่าทำไมเธอไม่บอกฉันแบบนี้ตั้งแต่แรกหะ (คงบอกแล้วหละแต่ฉันไม่เอาใจใส่เอง)

3ชั่วโมงแรกผ่านไป ฉันเริ่มทรงตัวได้ พาตัวเองไปข้างหน้าได้ แต่ยังเลี้ยวกลับไม่เป็น (อันนี้สำคัญเพราะถ้าเลี้ยวกลับไม่ได้ก็อาจตกเขาได้) หลังจากรู้ว่าเหนือย หิว โกรธสามี โมโหตัวเอง เราก็หยุดไปหาอะไรอุ่นๆอร่อยๆกินกันแทน เฮ้อ สดชื่นมาหน่อยกลับมาต่ออีกรอบบ่าย ตอนนี้รูธไม่ยอม เธอคงเห็นแล้วว่า สามีไม่สามารถสอนภรรยาได้ รูธจึงบอกจูลล์ว่าให้ไปสกีให้สนุกกับเพือนๆ แล้วจะสอนฉันเอง ตอนบ่ายฉันรู้แล้วว่า รูธเป็นครูสอนสกีที่เก่งที่สุด ฉันเรียนรู้เกือบจะทุกอย่างในวันแรกของการเรียนสกี รูธใจเย็นมาก ฉันมาทราบทีหลังว่า นอกจากรูธจะเกิดที่ เมือง Malang และมาเล่นสกีที่เขานี้บ่อยๆแล้ว รูธยังสอนคนเล่นสกีที่เป็นต่างชาติเพือนร่วมงานอีกหลายคนที่มาจากทั้งเนปาล ธิเบต ภูฐาน ฉันดีใจที่ได้รู้จักรูธ

ตอนเย็นทุกคนก็มารวมตัวกันที่ซุ้มเครืองดืม แน่นอน ต้องดืมแอกอฮอล์กัน เพือที่จะได้ลืมความเหนือย ความล้าที่แขนขา ทุกคนบอกให้ฉันลอง Cafe Fertig กาแฟที่ใส่ชนัปส์รสชาดร้อนแรง พอหมดแก้ว ฉันรู้แล้วทำไมคนเล่นสกีถึงได้รักต้นสน อยากที่จะสกีเข้าหามันนัก ก็เพราะตาลาย ตาพร่าไปหมดหลังจากกาแฟพิเศษแก้วนั้น

อีกอาทิตย์ต่อมา ฉันก็กลับไปหัดสกีที่เบบี้ลันอีกวัน ฉันเริ่มคล่องตัวมากขึ้น เรียนรู้อะไรใหม่ๆ และ คล่องกับสกีภาคพื้นฐานค่อนข้างมากแล้ว อีกอาทิตย์ต่อมา ฉันบอกจูลล์ว่า ฉันจะขึ้นไปพิชิตเขาพิโซลที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 2000 เมตร ความรู้สึกตอนนั้น คือ ตื่นเต้น กลัวว่าจะตกเขา กลัวว่าจะไปชนคนอื่นเขา ขาสั่นไปหมด จูลล์เลือกไปที่ BlueRun ซึ่งอยู่ในระดับที่ไม่ชัน ถ้าหากไปทางสกีที่ เป็น RedRun หรือ BlackRun จะเป็นเขาที่ชันที่สุด และยากมาก แต่ทางจะกว้าง ฉันก็หลงคิดว่าบลูรันจะง่าย แต่ที่ไหนได้ มันไม่ชันแต่ทางมันแคบ ฉันกลัวทางแคบ ฉันกลัวตกเขา ฉันเล่นบลูรันอยู่หนึ่งวัน พอครั้งต่อมา เราลองไปแบล็คลันดู ฉันกลับรู้สึกปลอดภัยบนแบล็คลัน เพราะทางสกีกว้าง ฉันหันกลับตัวได้ง่าย

สกีครั้งที่ 5 ของฤดูนั้น ฉันรู้สึกว่าประสบความสำเร็จ ฉันเจอดานี่และรูธบนเส้นทางสกีของครั้งที่ 5 ของฉัน ทั้งสองคนตกใจที่เห็นฉันเล่นสกีได้คล่องขนาดนี้ ดานี่บอกว่าเห็นคนหัดเล่นสกีตอนโต ฉันคือคนแรกที่เขายกให้ว่าเรียนได้เร็วที่สุด คือภายใน 3ครั้งของการเรียนสกี ฉันยังเก็บความภูมิใจอันนั้นไว้กับตัว

ติดตามเรืองการสกีฤดูนี้ในภาคต่อไป

หลังจากนั้นฉันและจูลล์ก็พากันไปเล่นสกีทั่วประเทศสวิตทั้งที่ Portes du soleil, Unterwasser , Ebenalp ,Lenzerheide และอีกหลายๆที่แถวเมืองซังค์กาแลนด์

























Sunday, November 28, 2004

เพลงแสนหวาน

ฉันจำหนึ่งวันในฤดูใบไม้ผลิเมือต้นปีนี้ได้ ใบไม้สีเขียวอ่อนพากันผลิใบออกมา สวยเหลือเกิน ระหว่างทางเดินทางบ้านไปที่ทำงาน ฉันเลยเดินเถลไถลเล่นก่อนไปที่ทำงาน เพือให้ดวงตาของฉันซึมซับความงามของฤดูใบไม้ผลิให้เต็มอิ่ม ก่อนที่จะพาสายตาไปจดจ้องแต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ร้านกาแฟเริ่มพากันออกมาตั้งริมถนน มีอยู่ร้านหนึ่งเปิดเพลง La vie en Rose ของศิลปินผู้ล่วงลับไปนานแล้ว Edit Piaf ฉันรู้สึกว่าวันนั้น ถนนที่ฉันเดินมันเป็นสีชมพู ท้องฟ้าใสกว้างสวย ผู้คนเดินส่งยิ้ม หน้าบาน ไม่บูดบึ้งเหมือนที่เคยเห็นมาตลอด นกพิราบตัวอ้วนบินแทบไม่ไหวพากันร้องเพลงกระโดดตุ๊บๆจิกขนมปังบนทางเท้า ฉันเดินไปพลางคิดขอบคุณพระเจ้าแห่งธรรมชาติที่มอบวันอันสวยงามอีกวันหนึ่งมาให้ฉัน

และก่อนหน้านั้น ศิลปินสาวชาวไอริชชื่อ ไดโด Dido ก็ออกอัลบั้มแสนหวานมาตอนช่วงฤดูหนาว อีกวันที่ฉันต้องเดินผ่านร้านกาแฟร้านโปรด เขาก็เปิดเพลงของไดโด เพลง White Flag ให้ฉันได้ยิน ไม่น่าเชือว่าเพลงจะมีอิทธิพลต่อจิตใจของมนุษย์เราเหลือเกิน ฉันเลยยืนฟังเพลงท่ามกลางละอองหิมะที่ตกลอยละลิ่วจากท้องฟ้าลงมา แปลกที่ฉันไม่รู้สึกหนาว ฉันยืนฟังเพลงจนจบ

Wednesday, November 24, 2004

เรียนภาษาเยอรมันและเพือนใหม่

เมือต้นเดือนมกราคม ปี 2003 ฉันได้เริ่มเรียนภาษาเยอรมัน ที่โรงเรียนเบเนดิกซ์ ที่เมืองซังค์กาแลนด์ St Gallen ฉันเลือกเรียนภาษาเยอรมัน ที่แรกเป็นหลักสูตร Intensive หรือแบบเร่งรัด 10 อาทิตย์ เรียนทุกวันๆละ 3-4 ชั่วโมง

ฉันไปเรียนช้าไปหนึ่งอาทิตย์ เพราะว่าเพิ่งกลับมาจากอังกฤษ เพือนๆในห้องมาจากหลายประเทศ ได้เริ่มเรียนไปหนึ่งบทแล้ว แต่โชคดีว่าฉันเคยเรียนภาษาเยอรมันพื้นฐานเมืออายุ 15 ปี ฉันยังพอจะท่องจำตัวหนังสือและนับเลข นับเดือนได้ เลยทำให้ไม่มีปัญหาในการเริ่มต้น

วันแรกฉันได้เข้าไปนั่งกับเด็กสาวคนหนึ่ง เธอดูหน้าตาแบบคนไทย แต่ดูสวย เรียบร้อย แต่ว่ามั่นใจกว่าคนไทยที่อยู่ต่างประเทศหลายคนที่ฉันพบ เธอหันมาถามฉันเป็นภาษาอังกฤษแบบนุ่มๆ ว่า are you thai? ฉันก็บอกว่า ค่ะ พี่เป็นคนไทย ชือปาง น้องเขาก็เลยบอกฉันว่า หนูก็คนไทยค่ะพี่ชือน้องบี น้องบีมาจากออสเตรเลีย มาเรียนภาษาเยอรมันหาความรู้เพิ่มเติม และในนั้นก็มีพี่คนไทยอีกหนึ่งคนที่พบรักกับหนุ่มสวิสเมือไม่นาน ก็เลยตามความรักมาอยู่เมืองเล็กๆไม่ไกลจากซังค์กาแลนด์ ส่วนเพือนคนอื่นๆก็มาจากหลายประเทศ เช่น เมริสา จากอเมริกา วิเวียนจากนิวซีแลนด์ อาลิซาเบสจากโคลัมเบีย ฟาติมาจากสเปญ แอนมารีจากออสเตรเลีย กุสตาวอร์จากอาร์เจนติน่า ออมนิจากอิหร่าน วิคตอเรียจากฮังการี ตอนหลังฉันสนิทกับวิคตอรี่มาก เราไปมาหาสู่กันอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง

ฉันมีข้อเสียเปรียบในการเรียนภาษาเยอรมันกว่าเพือนๆในห้องสักนิด คือ สามีของฉันค่อนข้างจะมีขีดจำกัดในการสือสารภาษาเยอรมัน จูลล์เคยเรียนภาษาเยอรมันเมือตอนเด็กๆ เขาช่วยอธิบายให้ฉันได้เพียงแค่บทเริ่มต้นเท่านั้น พอฉันถามอะไรที่ลึกลงไป เขาก็ไม่สามารถที่จะช่วยได้ ในขณะที่เพือนในห้องส่วนมาก มีพาทเนอร์เป็นชาวสวิส ที่จะต้องรู้ภาษาเยอรมันกัน เขาสามารถที่จะฝึกพูด อ่าน เขียนกับพาทเนอร์ของเขาที่บ้านได้ เมือฉันรู้ข้อด้อยของตัวเอง ฉันก็พยายามขวนขายที่จะเรียนรู้ภาษาเยอรมันมากขึ้นอีก วิธีที่ฉันใช้ก็คือ ตี้ซี้กับวิคตอเรีย ซึงเธอเป็นคนที่เรียนภาษาเยอรมันได้ดีที่สุดในห้องเรียนให้มาช่วยติวการบ้านให้

ฉันถามจูลล์ว่า คนเราจะใช้เวลานานเท่าไหร่ ที่จะเรียนภาษาใหม่จากศูนย์ จูลล์บอกฉันว่า 3 เดือน จากการบอกระยะเวลาตัวนั้นสร้างความกดดันให้ฉันอย่างมาก เพราะว่า 3 เดือนสำหรับคนยุโรปที่รู้รากฐานจากภาษาละตินแล้ว อย่างน้อยๆ ความเข้าใจในคำศัพท์ของเขาก็ช่วยย่นระยะเวลาลงไปได้มาก แต่สำหรับคนเอเชียที่เรียนรากศัพท์บาลีสันสกฤตมา เราจะต้องกระโดดหลายขั้นตอนกว่าจะได้ภาษาเยอรมัน ฉันได้ใช้ความกดดันเรืองเวลาที่จูลล์บอกมาเป็นตัวช่วยในการเรียนภาษาเยอรมัน

หลังจากที่จบคอร์ส 10อาทิตย์ ฉันได้สมัครไปทำงานอาสาสมัครอยู่กับครอบครัวชาวนาสวิสที่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ Lansdienst เป็นโครงการของรัฐบาลสวิสที่ต้องการให้เด็กๆเยาวชนชาวสวิสอายุไม่เกิน 18 ได้เรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาและงานอาสาสมัคร ฉันอายุ 30 ปีแล้วตอนติดต่อเขาไป เขาบอกว่ามันเป็นโครงการของเยาวชน ที่ไม่มีค่าตอบแทน หรือมีน้อยมาก เพียงแค่วันละ 20 ฟรังค์สวิส ฉันบอกกับเขาว่า ฉันและสามีเป็นชาวต่างชาติที่กำลังเรียนภาษาท้องถิ่น ฉันทราบว่าคนสวิสอยากสนับสนุนให้คนต่างชาติเรียนรู้วิถี ทุกวันฉันไม่สามารถเรียนรู้ได้ เพราะฉันอยู่กับสามีชาวต่างชาติเหมือนกัน และเพือนร่วมงานของสามี ก็เป็นชาวสวิสที่ทำงานกับต่างประเทศ และใช้ภาษาอังกฤษได้ดี ฉันไม่สามารถที่จะเรียนภาษาจากสิ่งแวดล้อมของฉันได้ ฉันบอกกับเจ้าหน้าที่ลานสเดี้ยนว่า ในฐานะทีคุณเป็นเจ้าของประเทศ คุณจะต้องช่วยฉันในการเรียนรู้สังคมท้องถิ่นและภาษา และสิ่งที่ฉันขอคือ หาครอบครัวสวิส ให้ฉันไปช่วยงานและเขาสอนภาษาเยอรมันแกฉัน

ท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ของลานสเดี้ยนตกลงใจที่จะให้ฉันไปทำงานฟาร์ม เขาส่งฟาร์มมาให้ฉันเลือก ฉันเลือกไปเมืองที่ใกล้บ้าน คือเมือง Hüttlingen-Mettendof อยู่จังหวัด Frauenfeld ทีติดเยอรมัน เป็นเมืองเล็กๆ บ้านนอกมาก ฉันได้ไปอยู่กับครอบครัวสวิสที่น่ารัก Vögeli Family มีลูก 4 คน เป็นนักเรียนและบางคนยังไม่เข้าโรงเรียน ฉันไปอยู่ทั้งหมดเป็นเวลา 1 เดือน ฉันจำได้ว่า วันแรกที่นั่งรถไฟไปฟาร์ม ฉันฟังคนในรถไฟพูดไม่รู้เรืองเลย หลังจาก 4 อาทิตย์ฉันนั่งรถไฟกลับมาบ้าน ฉันแทบร้อง ฮาเลลูยา ฉันฟังคนพูดเยอรมันเข้าใจบ้างแล้ว

แล้วฉันก็กลับมาเรียนคอร์สที่ 2 ต่ออีก 10 อาทิตย์ ฉันไม่ค่อยชอบคอร์สนี้มากนักเพราะมีเพือนใหม่มาเข้าเรียนด้วย และมีหลายคนที่มีทัศนคติไม่ดีกับคุณครูที่เข้มงวดของฉัน มีอยู่คนถึงกับให้สามีเขียนจดหมายมาด่าคุณครู ซึ่งเป็นคุณครูที่ฉันชอบ วิคตอเรียและเพือนๆที่เรียนดีๆก็เขียนจดหมายไปสนับสนุนคุณครู นักเรียนเริ่มแตกแยกและแบ่งเป็น 2 พวก ฉันอยู่ในพวกชอบคุณครู เพราะฉันคิดว่าเขาสอนดี อัดข้อมูลให้เยอะ คุ้มกับที่เสียเงินไป (ค่าเรียนตอนนั้นตกคอร์สละ 2300 ฟรังค์)

ฉันไม่ได้เรียนต่อคอร์สที่ 3 เพราะว่าได้งานชั่วคราวทำ เป็นงานธุรการทางด้านเอกสารและห้องสมุด ฉันจะต้องจัดระบบห้องสมุดใหม่ และทำเวบไซค์ให้กับทีทำงาน ฉันเลยเปลี่ยนมาเรียนแบบไพรเวท แต่การนั่งเรียนคนเดียวตอนเย็น ไม่สนุกเลย ฉันไม่มี motivation ในการเรียนแถมยังต้องเสียเงินแพงกว่า ฉันเรียนได้ 2 เดือนก็หยุดเรียน

แต่ฉันไม่อยากทิ้งภาษาเยอรมันที่เรียนมา ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเสียเงินไปเยอะแล้ว อีกส่วนหนึ่งก็ไม่อยากลืม ฉันเลยไปติดต่อเรียนที่สมาคมช่วยเหลือผู้หญิงต่างชาติ AIDA Schule ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการเรียนเพียงคอร์สละ 250 ฟรังค์สวิสเท่านั้น และเรายังเลือกเวลาเรียนที่เหมาะสมได้ แต่ว่าการเรียนที่ เออีดะ ค่อนข้างจะช้าเพราะเพือนนักเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้อพยบมาอยู่สวิส เช่นชาวศรีลังกา ยุโรปตะวันออก เวียดนาม แต่ฉันก็ประทับใจในคุณภาพการสอนของ เออีดะ ที่คุณครูเข้าใจนักเรียน และอะลุ้มอะล่วยต่อนักเรียนมากๆ ฉันเรียนภาษาเยอรมันที่เออีดะตลอด จนกระทั่งต้องย้ายไปทำงานที่เจนีวาจึงได้หยุดเรียนเป็นการถาวรมาจนวันนี้

ทุกวันนี้ฉันพอที่จะสือสารภาษาเยอรมันได้มากแต่สำนวนและไวยากรณ์ค่อนข้างเลวร้าย

เรียนเยอรมันคอร์สแรกที่สถาบันสอนภาษาเอกชนเบเนดิกซ์

เรียนเสร็จตอนเย็นก็ไปสรรสรรค์กับเพือนที่ห้อง

บางทีก็เลยไปตีสนุกเกอร์ ฉันตีไม่เป็นแต่ชอบอยู่กับเพือน

วิคตอเรียจากฮังการี เมลิสาจากอเมริกา และสาวชุดดำจากอัลบาเนีย ตีสนุ๊กเก่ง

ตอนกลางวันหลังเลิกเรียนบางทีก็ไปนั่งกินอาหารจีนกัน

บรรยากาศในห้องเรียน

เพือนๆจากโรงเรียนเออีดะ

บางครั้งก็มีพรีเซ็นต์หน้าห้อง